Wednesday, December 12, 2007

การช่วยชีวิตสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลเกยตื้น (Marine Mammal Stranding Rescue)

เขียนโดย: สพ.ญ. จริยา สุตานนท์ไพบูลย์

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลในโลกแบ่งเป็น 5 กลุ่มใหญ่คือ

1. Cetacean ได้แก่โลมาและวาฬ
2. Sirenia ได้แก่พะยูน (dugong) และ มานาที manatee
3. Pinniped ได้แก่แมวน้ำ (earless or true seal) สิงโตทะเล (eared-seal) และวอลรัส (walrus)
4. Polar bear ได้แก่ หมีขั้วโลก
5. Sea otter ได้แก่ นากทะเล

ซึ่งในประเทศไทยมี 2 กลุ่มคือ กลุ่มโลมาและวาฬ (Cetacean) และกลุ่มพะยูน (Sirenia) เท่านั้น
การเกยตื้นของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลแบ่งได้ 2 ประเภทคือ

1. การเกยตื้นเป็นรายตัว (individual stranding)
2. การเกยตื้นแบบเป็นฝูง (mass stranding)

ในกรณีที่มีสัตว์จำพวกโลมาและวาฬ (Cetacean) มาเกยตื้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือ

1. การป้องกันการเกิด over heat เนื่องจากโลมาเป็นสัตว์เลือดอุ่น การวิวัฒนาการลงไปอยู่ในน้ำจึงต้องมีการปรับตัวหลายอย่างเพื่อรักษาอุณหภูมิร่างกายให้คงที่ ดังนั้น Cetacean จะมีชั้นไขมันที่แน่นและหนามาก (ปกติในสัตว์ที่สมบูรณ์จะหนากว่า 1 ซ.ม. โดยเฉพาะในสัตว์ชนิดที่อยู่นอกชายฝั่ง แต่ถ้าสัตว์ป่วยหรือไม่สมบูรณ์ก็จะพบว่าความหนาของชั้นไขมันใต้ผิวหนังลดลง) วิธีการป้องกันและแก้ไขการเกิด over heat ทำได้โดยการทำร่มเงา การแช่สัตว์ไว้ในน้ำหรือใช้ผ้าขนหนูชุ่มน้ำคลุมตัวสัตว์ไว้และรดน้ำตลอดเวลา ถ้าอากาศร้อนมากอาจใช้น้ำเย็น (น้ำใส่น้ำแข็ง) พรมหรือราดบนตัวสัตว์เป็นระยะได้ ถ้าผิวแห้งและโดนแดดนานๆ (จริงๆก็ไม่นานสำหรับเราแต่นานสำหรับโลมา) ผิวเขาจะลอกหลุดเป็นแผ่นๆเลย ต่างประเทศเขาจะทา zinc oxide cream โบ๊ะหนาๆเลย แต่บ้านเราไม่เห็นมีขาย ใครเคยเห็นบอกทีจะได้ไปหามามั่ง ตามมีตามเกิดก็ใช้ Nivea บ้าง Vasline บ้าง (โห ไฮโซกว่าหมออีก ใช้แค่กวนอิมหรือซิง ซิงเอง...รึเปล่า ^_^ )

2. จัดท่าสัตว์ให้สบายที่สุด เนื่องจากปกติสัตว์เหล่านี้อยู่ในน้ำตลอดเวลา จะมีน้ำช่วยพยุงน้ำหนักร่างกายไว้ตลอด แต่เวลาเกยตื้นที่ต้องอยู่บนบก ทำให้น้ำหนักตัวจะกดทับร่างกายทำให้อึดอัดและหายใจไม่สะดวก ดังนั้นจริงๆแล้วถ้าประคองหรือใส่เปลไว้ในน้ำตื้นๆให้น้ำช่วยพยุงน้ำหนักตัวเขาจะดีกว่า

3. ประเมินสภาพสัตว์จากภายนอก โดยดูอัตราการหายใจ ลักษณะการหายใจ เช่น มีการหายใจลำบาก หายใจตื้น เป็นต้น มีสิ่งคัดหลั่งหรือกลิ่นผิดปกติจากลมหายใจหรือไม่ ในทางปฏิบัติเวลาสัตว์เกยตื้นมักมีอัตราการหายใจถี่กว่าปกติอยู่แล้ว อัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งเวลาเกยตื้นก็จะถี่กว่าปกติเช่นกัน และเสียงหัวใจ เช่น arrhythmia, bradycardia, tachycardia, mur mur, tympanic sound หรือมีเสียงผิดปกติ เป็นต้น บาดแผลหรือความผิดปกติภายนอก ท่าทางการว่ายน้ำ การทรงตัว การดำน้ำ (โผล่ลำบากหรือดำลงไม่ได้รึเปล่า) buoyancy ว่ายวน ว่ายเอียง ตะแคง สังเกตทุกอย่างให้ละเอียดเลยนะ

4. ถ้าสัตว์ดิ้นรนหรือตื่นเต้นมาก พยายามบังคับให้น้อยที่สุดและใช้เสียงเบา (แต่ปกติทั้งไทยมุงและตัวคนทำงานเองมักจะเสียงดัง) และจัดท่าสัตว์ให้สบายที่สุด เพื่อลดความเครียด ซึ่งอาจทำให้ช็อกตายได้ ถ้าจำเป็นอาจต้องวางยาซึม แต่อย่าลืมว่าสัตว์ที่มาเกยตื้นในบ้านเรามักเนื่องจากป่วยมาก (จวนเจียนจะตายแล้ว) ดังนั้นการให้ยาต้องใช้ยาที่ความปลอดภัยสูงและลดขนาดยาลงตามสภาพสัตว์ด้วย นอกจากการป่วยแล้ว สัตว์ในธรรมชาติมักมีพยาธิด้วย โดยเฉพาะพยาธิในปอดและตับ ซึ่งอาจทำให้ respiratory failure หรือ hepatic failure ได้ง่ายๆ

5. ถ้าสัตว์ไม่ดิ้นรนมาก สามารถตรวจร่างกาย เริ่มจากดูก่อนรอบๆให้ทั่วตัว body condition (ผอมจะเห็นซี่โครงขึ้น มีก้อนป่องๆตรงไหนหรือไม่ อาจเป็นฝี เนื้องอก ตุ่มพยาธิ เป็นต้น) ถ้าท้องป่องให้สงสัยว่าท้อง (ดูว่าตัวเมียก่อนนะ เดี๋ยวหมอหน้าแตก) หรืออาจ ascitis หรือ tumor ดูบาดแผลภายนอก สภาพผิวหนัง ตา (ปกติเวลาอยู่บนบกจะมีเมือกปกคลุมและไหลย้อยลงมาได้ เหมือนร้องไห้ ดูน่าสงสารม้ากมาก) ช่องปาก ถ้าอ้าได้ (แต่ขอย้ำ อย่าบังคับมาก เพราะโลมาพอถูกจับอ้าปากจะสะบัดหัว ดิ้นรนมากเลย) ดูการสึกของฟันเพื่อประเมินอายุคร่าวๆ ร่วมกับความยาวของตัว ดูแผลในช่องปาก วัดไข้ (ต้องเอียงตัวสัตว์นิดๆ อุณหภูมิปกติควรอยู่ที่ 36 – 37 องศาเซลเซียส แต่ถ้าเกยตื้นและตากแดดนานอาจสูงขึ้นอีก ต้องพิจารณาให้รอบคอบ แต่ถ้าสูงมากต้องลดอุณหภูมิทั้งทางกายภาพและใช้ยา เพราะผลเสียที่เกิดขึ้นก็เหมือนใน mammal อื่นๆ (brain damage)
ดูเพศ (ตัวเมียช่องเพศและanus จะใกล้กันหรืออาจเชื่อมเป็นgroove ยาวต่อกันเลยจากภายนอก และมี mammary slit เป็น 2 ขีดสั้นๆข้างๆ genital slit ตัวผู้จะห่างกันและไม่มี mammary slit แต่ทุกอย่างในโลกมักมีข้อยกเว้นเสมอ ในลูกสัตว์(ขนาดต่ำกว่า 1 เมตรลงมา) จะพบ mammary slit ในทั้ง 2 เพศ และความห่างของทั้ง 2 ช่องจะยังไม่ชัดเจน
ดูช่องต่างๆของร่างกาย ได้แก่ blow hole, anus ดูว่ามีอึติดอยู่บ้างไหม สามารถนำไปตรวจหาไข่พยาธิได้ genital opening (แค่แหวกๆดูนะ อย่าอ้ามาก) ดูว่ามีเลือดหรือมีการแดง บวม อักเสบหรือมีสิ่งคัดหลั่งผิดปกติไหม ถ้าสัตว์ตกใจหรือกลัว(หมอ)มากจนอึ ฉี่ หรือหลั่งน้ำเชื้อออกมา (อันนี้เรื่องจริงนะคะ ไม่ได้ลามก) ก็รีบเก็บทันทีในภาชนะสะอาด หรือ sterile syringe (อย่าลืมหาเข็มปิดจุกไว้ด้วย) อย่างน้อยก็ถุงพลาสติกใสหรือถุงมือที่ใส่อยู่นั่นแหละ (เห็นประโยชน์ของการใส่ถุงมือทำงานอีกข้อแล้วใช่ไหม แต่ส่วนมากถุงมือมักปนเปื้อนน้ำทะเล) กำหรือจ้วงเลยแล้วก็ปลิ้นด้านในออกมาแล้วถ่ายใส่ภาชนะอื่น อีกอย่างถ้ามีน้ำนมก็เก็บมาตรวจได้ทั้งปรสิต cytology แล้วถ้ามากพอก็ไว้ศึกษาอย่างอื่นได้อีกเยอะแยะ (เช่น องค์ประกอบในน้ำนม แยกimmunoglobulin ชนิดต่างๆในน้ำนม) สรุปว่าเก็บให้หมดทุกอย่างที่เก็บได้

6. เก็บตัวอย่างให้ได้มากที่สุด (นี่คือโอกาสทองของหมอในการเก็บตัวอย่าง) คือ
เลือด (CBC, blood chemistry, ถ้ามีหลอดเก็บ fibrinogen ด้วยจะดีมาก ควรขอ lab มาติดร่วมยาไว้บ้าง ถ้าทำ blood culture ได้ก็ดี) ตรวจมันทุกอย่างเลยถ้ามีเลือดและทุนเยอะ แต่ถ้าไม่มีก็เอาตัวสำคัญๆและเก็บ slide กับ frozen serum เอาไว้ด้วย (ต้องย้ำกับแลบไว้นะว่าเราต้องการเก็บทุกอย่าง) แต่ fibrinogen กับ ESR (Erythrocyte Sedimentation Rate) สำคัญมาก โดยเจาะจาก tail vein (fluke vein) ซึ่งมีทั้งด้าน dorsal และ ventral
เก็บตัวอย่างทำ blow hole culture และ cytology อาจใช้ swab แต่จริงๆแล้วถ้ามี sterile plate (แบบมี media อยู่แล้วจะดีมาก แต่ถ้าไม่มีก็เอา sterile swab ไปป้ายจาก plate อีกทีก็ได้) แล้วไปจ่อไว้ที่ blow hole รอจังหวะหายใจออกจะดีกว่ามาก เพราะไอ้ก้านสำลี น้องโลมาเขาเกิดมาไม่เคยเจออะไรแหย่จมูกเลยนะ ดังนั้นเขาจะรีบปิด blow hole (ย้ำ แน่นมาก อาจถึงขั้นก้านไม้หักได้) และดิ้นรุนแรงมาก (แบบคนจับกระดอนกระเด็นไปเลย) ทำให้ไอ้ก้านสำลีเนี่ย อาจหลุดมือพลัดตกลงไปใน blow hole ได้ (โอ้จอร์ช! แล้วฉันจะทำยังไงดีคะเนี่ย) ไม่ยากครับ เพียงแต่คุณมี sterile plate ก็จะไม่เกิดปัญหานี้ แต่ถ้าไม่มีจริงๆ bioswab ก็ได้ เพราะมันเป็นก้านพลาสติก ไม่หักง่ายๆ ก่อนแหย่ หมอก็ตั้งสติให้ดีๆ กำให้มั่นไว้นะ พอแหย่ปุ๊ป น้องโลมาเขาจะปิด blow hole และดิ้นสะบัด (แบบน้องๆจระเข้เลย) เราต้องปล่อยเขาหนีบ(ก้านswab)และดิ้นไป แต่มือเราต้องยังจับอยู่นะคะ (เพราะบางที bioswab ก็อยากลงไปเล่นในรูจมูกโลมาเหมือนกัน) โอนอ่อนไปตามแรงเขาแหละ จนเขานิ่งและเปิด blow hole อีกที ก็รีบเอาออกมาใส่ transport media ทันที (เฮ้อ เหนื่อย -_-“ )
ส่วนตัวอย่างอื่นๆ เช่น ทำ smear ลง slide เปล่าๆไว้ก่อน ถึงยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้บ้างก็เหอะ (แต่ถ้ารู้ก็ดีนะ ว่างๆอ่าน clinical path ไว้บ้างก็ดีนะ) pathologist เขาจะรู้เองว่าจะทำอะไรได้บ้าง ดีกว่ามานั่งเสียดายว่าเราน่าจะเก็บโน่น เก็บนี่ไว้ด้วย ตัวอย่างไม่ได้หาได้ง่ายๆเลยนะ
ถ้า x-ray ได้จะดีมากๆเลย แต่การเอาไปโรงพยาบาล มี 3 ปัญหาคือ
1) โลมาจะทนไหวไหม (เพราะเราไม่มีรถขนโลมาที่เหมาะสม ไอ้จับใส่ท้ายกระบะไปแบบแห้งๆ ตากแดด รดน้ำไปตามทางน่ะ เสี่ยงไปไหม ถ้าสภาพสัตว์แย่มากๆ)
2) โรงพยาบาลจะให้เข้าไหม (บางทีเขามีQ.C., H.A. เขาก็ไม่ให้เอาของแปลกๆอย่างนั้นเข้านะ)
3) เจ้าของสัตว์ (ในที่นี้มักเป็นนักวิชาการของกรมทรัพฯ) จะยอมไหม (เรื่องเงิน เรื่องความเชื่อใจ เรื่องว่าเขาเห็นว่ามันจะมีประโยชน์อะไรกับเขา หรือทำให้เป็นข่าวให้สาธารณชนรับรู้แล้วเขาจะเสียชื่อรึเปล่าที่มีโลมามาตายในมือเขา) ดังนั้นเป็นหน้าที่หมอที่จะพิจารณาหลายๆอย่างและอธิบาย ว่าทำไมต้องทำ หรือทำไมไม่ควรทำ แต่สิ่งสำคัญสุดคือความปลอดภัยของสัตว์ต้องมาก่อน (เหมือนเคสก่อน โลมาลายแถบ ว่ายเอียง จมน้ำตลอดเวลา ต้องทำเปลพยุง เขาอยากx-ray ไอ้เรานะ จริงๆก็อยากหรอก พยายามหาแบบ portable แต่หาไม่ได้เลย คือถ้ามาทำกันข้างบ่อน่ะ o.k. เลย แต่ถ้าสภาพสัตว์แย่ๆแล้วจะเอาขึ้นกระบะขับเข้าเมืองกว่าครึ่งชั่วโมง โอกาสตายสูงมาก ดังนั้นเลยต้องรีบโทรไปคุยกับเจ้าของเคส น้อง (ว่าที่หมอ) ฝึกงานที่ฝากดูแลอยู่ และคุณหมอคน ที่ช่วยconsult ว่าอย่าเลยค่ะ สภาพอย่างงี้ ถึงจะdiagได้เพิม (เช่น pneumothorax, pleural effusion, hydrothorax, pyothorax, whatever) จะทำอะไรได้มั่ง เจาะออก? (จริงๆถูกนะตามทฤษฎี แต่โลมานะ ผิวหนังจิ้มทีเป็นรูอยู่นานมาก ไม่ปิดง่ายๆแบบสัตว์อื่น แล้วน้ำที่อยู่นะ โคตะระสะอาดเลย ขืนไปเปิดช่องอย่างนั้น ทั้งน้ำทะเลทั้งเชื้อจะแห่กันเข้าไปเพิ่ม) ดังนั้นจะทำอะไรต้องพิจารณาให้รอบคอบนะคะ (ว่าไปก็เสียดาย ตอนตายแล้วน่าจะเอาไป x-ray ไว้เป็นข้อมูล แต่เขาก็คิดว่าตายแล้วจะทำไปทำไม ....แต่ถ้าทำตอนเป็นๆน่ะ จะตายกลับมารึเปล่าไม่รู้)
ตรวจอย่างอื่นตามแต่เหตุการณ์ และอุปกรณ์ที่หามาได้จะพาไป โทรหาพี่ๆทั้งหลายจะมีประโยชน์มาก เพราะบางทีพี่เขาจะมีประสบการณ์ รู้จักแหล่งหรือคนที่มีประโยชน์กับงานนี้ ดังนั้นไม่ต้องอาย ไม่ต้องเกรงใจ พวกเราหมอสัตว์ป่ายินดีช่วยกันทุกอย่างอยู่แล้ว

7. พอได้ประวัติ (อันน้อยนิด) และตรวจร่างกายคร่าวๆแล้ว (ถ้าได้ผลเลือดและผลอื่นๆด้วยจะดีมาก) ก็ต้องมาวินิจฉัยหาสาเหตุกันละ การรักษาเบื้องต้นก็ supportive treatment เป็นหลัก ต้องลำดับความสำคัญว่าอะไรต้องรีบแก้ไข อะไรจะทำให้ตายก่อน แล้วค่อยๆแก้ไขทีละเปลาะ ส่วนมากภาวะที่เกิดแน่ๆคือ dehydration, hypoglycemia, bacterial infection (septicemia?) โดยส่วนมากจะเป็น respiratory system คือ pneumonia มักจะเจอเป็นปกติ อาจเป็น primary หรือ secondary cause เนื่องจากติดไวรัส บาดเจ็บ มีพยาธิเยอะ อายุมาก ขาดอาหาร ภูมิคุ้มกันเลยต่ำก็จะติดเชื้อที่ระบบหายใจนี่หละง่ายสุด ส่วนเชื้อที่เคยพบ (อย่าคิดว่าสัตว์น้ำเค็มต้อง Vibrio หรือเชื้อแปลกๆนะ) ก็พวก Streptococcus spp, Staphylococcus spp, Klebsiella spp, Pasteurella spp พวกเชื้อบนบกนี่แหละ ดังนั้นยาก็ควรให้ตามผล sensitivity test หรือยาที่ครอบคลุมเชื้อพวกนี้ก่อน ถ้าทุนหรือ sponsor ดี ก็เอาพวก Amoxycillin/clavuanate ก็ดี หรือ Cephalexin 3 th - 4th generation, Enrofloxacin, Sulfonamide/Trimethoprim ก็ o.k. (ทั้งนี้ถ้ารู้ผลเลือด โดยเฉพาะค่าตับไตก่อนก็ดีนะ จะได้ระวังไว้ ก็อาจเลือกยาตัวที่ปลอดภัยไว้ก่อนและได้ผลดี) แล้วก็ดูการตอบสนอง (ระหว่างรอผล culture, sensitivity ) โดยดูอัตราการหายใจ ท่าทางการว่ายน้ำ อาการทั่วๆไป และเจาะเลือดทุก 2-3 วัน การฉีดยาก็เข้ากล้ามได้ตามแนวยาวของสันหลัง (สันนอก) อย่าลืม fluid therapy ให้กินดีที่สุดเนื่องจากปลอดภัย ได้ปริมาณสารน้ำตามที่ต้องการ แต่อาจทำให้สัตว์เครียดหน่อย ก็นุ่มนวลหน่อย ถ้า ดิ้นมากก็หยุดพักก่อน ค่อยๆทำความคุ้นเคยให้ตายใจ (เอ๊ย วางใจ) ก็ชงน้ำเกลือแร่ผสมกลูโคส สอดให้ทาง stomach tube ส่วน การให้ทางหลอดเลือดดำพยายามเลิกคิดไปเลย ให้เป็น last choice เพราะเครียดมาก (ทั้งสัตว์และคน) ต้องเอามาบนบกนานเป็นชั่วโมง ให้เร็วก็ไม่ได้ คา IV catheter ก็ๆไม่ได้เพราะหนังและไขมัน (blubber) แน่นมาก มันจะบีบท่อเราแบน ก็ต้อง butterfly เบอร์มาตรฐานก็ 21 แถมแทงนอนขนานไม่ได้นะ ต้อง 90 หรืออย่างน้อยก็ 45 องศา ดังนั้นลองนึกภาพการเสียบคา butterfly ที่หาง(อันทรงพลังที่สุดในร่างกายโลมา) แล้วdrip น้ำเกลือสิ ถ้า weak มากๆพอให้ได้ แต่พอเริ่มมีแรงนะ ดิ้นหลุดชัวร์ ดังนั้นให้กินบ่อยๆ ดีที่สุด (ทุก 3-4 ช.ม. ก็ดูตาม ผล เลือด พวก PCV, total protein) แต่ทีมงานต้องมีทักษะหรืออย่างน้อยต้องไว้ใจได้ เพราะเวลาเปิดปากโลมาต้องใช้ผ้าม้วนๆง้างปากบนและล่าง แล้วหมอต้องสอดทั้งแขนเข้าไปจนกว่าจะพ้น esophageal sprincter ซึ่งอย่างน้อยๆก็เกือบข้อศอก + 10-20 ซ.ม.นั่นหละ ดังนั้นถ้าสัตว์ตกใจดิ้นรนขัดขืนแล้วทีมผู้ช่วยดึงก็ต๊กใจปล่อยมือด้วย หมอแขนพรุนแน่ (แค่ ปกติเวลาล้วงเข้าไปก็ยังโดนฟันครูดเป็นแนวเลย ฟันคมมากและช่องปากก็แคบมากด้วย) supportive treatment อื่นๆก็ตามอาการเป็นรายๆไป ยาบำรุง วิตามินรวม กรดอะมิโน ยาบำรุงเลือด ทั้งนี้อย่าลืมดู dose (CRC handbook of marine mammal มี 2nd ed เป็น ref ที่จุฬา และเล่มอื่นๆที่มีนะ) แต่บางทีก็ไม่เจอ ถ้าไม่ใช่ยาอันตราย เช่นพวกยาบำรุงก็กะๆเอาให้เหมาะสม ส่วนเรื่องพยาธิ เอาไว้สัตว์แข็งแรงขึ้นค่อยให้ก็ได้นะ เพราะบางทียาถ่ายแรงๆบางตัวก็ทำให้ทรุดได้ โดยเฉพาะพยาธิปอด ถ้าตายตูมเลย อาจเกิดปอดอักเสบรุนแรง (คล้ายๆในหมา heart worm ที่โดนฉีด ivomectin)

8. รักษาไปก็ปรับการรักษาไปตามอาการ การตอบสนอง สภาพสัตว์ ผลเลือด ผลlab แล้วก็จัดสภาพแวดล้อม หมายถึงสภาพบ่อน้ำและคุณภาพน้ำ ก็ดูแลให้ดีด้วย ถ้าสัตว์ดีขึ้นเรื่อยๆ (โอ้จอร์ช มันยอดมาก) จนหายหรือเอาตัวเองรอดได้ แล้วพิจารณาว่าระหว่างเก็บไว้ต่อกับปล่อย อันไหนจะดีกับตัวสัตว์มากกว่ากัน ถ้าปล่อยก็ลองเอาไปปล่อยที่น้ำตื้นๆก่อน คือ หิ้วลงตามชายหาดที่สงบๆ จนลึกสักระดับคอ (ควรใกล้แหล่งเดิมที่เก็บได้ เอ๊ย ที่พบ) อย่าลืม ใส่ชูชีพ และทา sun block ด้วย ไม่ใช่อะไร เพราะจริงๆแล้ว (ถ้าสัตว์ไม่ได้ดีใจได้กลับบ้านว่ายตุ๋มดำหายไปเลย แถมโดดโชว์ อันนี้มุขค่ะ) คุณหมอและทีมงานต้องลอยคอในน้ำจนกว่าโลมาจะว่ายออกไปได้และดูแลตัวเองได้หายห่วง ซึ่งน้องโลมาหรือวาฬก็จะว่ายไปลึกเรื่อยๆ (ที่เคยก็...แค่ 2-3 ช.ม. ถึงว่ายน้ำเป็นแต่ให้ว่ายนานขนาดนั้นจะไหวเหรอ แถมตากแดดลอยคอในทะเล ยังกะ case away เลย) หรือถ้าดูว่าไปไม่ไหวก็ต้องพากลับ (โดยกลับไปจับโลมาที่อยู่ที่ความลึกพอประมาณ แต่ยืนไม่ถึงแน่ๆ) แล้วก็เอามาดูแลประคบประหงมกันต่อไป เฮ้อ สู้ต่อไป โจ๋เรนเจอร์!
หมายเหตุ บทความนี้มาจากประสบการณ์และสถานการณ์จริง ใครมีข้อข้องใจหรือชี้แนะก็ติดต่อมาได้ทางเมล์กรุ๊ปหรือโทรมาโดยตรงก็ได้ค่ะ

No comments: