Sunday, February 10, 2008

Koi Herpes Virus

โดย สพ.ญ. ฐนิดา เหตระกูล


โรคเคเอชวี หรือ Koi Herpes Virus (KHV) เป็นโรคติดต่อจากเชื้อไวรัส ที่มีความรุนแรงในปลาตระกูลคาร์พ โดยเฉพาะปลาแฟนซีคาร์พ (Cyprinus carpio koi) และ ปลาไน(Cyprinus carpio L.) พบอุบัติการณ์ของโรคเกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1998 ที่ประเทศอิสราเอล จากนั้นเกิดการแพร่ระบาดไปยังประเทศต่างๆในทวีปยุโรป  ประเทศอินโดนิเซีย ไต้หวัน ญี่ปุ่น รวมทั้งในประเทศไทย และเนื่องจากการเคลื่อนย้ายปลาเข้า-ออกประเทศโดยส่วนใหญ่ มิได้มีมาตรการในการตรวจโรคที่เข้มงวด ทำให้การระบาดเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีความรุนแรง ก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างมหาศาลทั้งต่อการเพาะเลี้ยงปลาไน ซึ่งเป็นปลาที่ใช้ในการบริโภค และการเพาะเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พซึ่งเป็นปลาสวยงามที่มีผู้นิยมเลี้ยงแพร่หลายไปทั่วโลกและมีมูลค่าในการซื้อขายที่ค่อนข้างสูง 

 
ระบาดวิทยา

โรคเคเอชวีในประเทศไทยเริ่มมีการตรวจพบครั้งแรกในปี พ.ศ.2546 จากการนำเข้าปลาแฟนซีคาร์พจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งพบว่ามีอัตราการตายของปลาคาร์พทั้งในฟาร์มและในบ่อเลี้ยงที่สูงมาก โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก จากการแพร่กระจายของโรคอย่างรวดเร็วและสามารถติดต่อกันได้ง่าย โดยปลาจะได้รับเชื้อติดต่อกันทางการสัมผัส การผ่านทางน้ำหรือตะกอนในบ่อเลี้ยงที่มีการปนเปื้อนของเชื้อไวรัส จากอุปกรณ์การเลี้ยงต่างๆที่ใช้ร่วมกัน และจากตัวผู้เลี้ยงเอง จากรายงานการทดลองในประเทศอิสราเอลพบว่าเชื้อสามารถมีชีวิตอยู่ในน้ำได้นานอย่างน้อย 4 ชั่วโมง โดยปลาที่ติดเชื้อมีอัตราการตายสูงถึง 80-100% ในระยะเวลาภายใน 1-2 สัปดาห์  และพบว่าอุณหภูมิเป็นปัจจัยของสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ (temperature dependent) ในการเอื้ออำนวยต่อการติดเชื้อ ความรุนแรง และการระบาดของโรค โดยจะพบการระบาดของโรคที่รุนแรงในช่วงอุณหภูมิ 18-26 องศาเซลเซียส แต่เมื่อทำการเปลี่ยนอุณหภูมิน้ำให้อยู่ในช่วงที่ต่ำหรือสูงกว่าอุณหภูมิที่เกิดโรครุนแรง ปลาจะมีการแสดงอาการลดลงหรือไม่แสดงอาการป่วย  


อาการป่วย 

ได้แก่ ซึม เบื่ออาหาร มีการว่ายน้ำที่ผิดปกติ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ฮุบอากาศ และอาจแสดงรอยโรคที่บริเวณผิวหนังและเกล็ด มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน และส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิตหลังจากมีการติดเชื้อ 7-10 วัน โดยจะพบรอยโรครุนแรงที่เหงือก มีการบวมพบการเกิดเนื้อตายและการถูกทำลายของเซลล์ซี่เหงือก เนื่องจากเชื้อไวรัสจะเข้าทำลายเซลล์ที่เหงือกโดยตรง เกิดการขยายใหญ่และการอักเสบของไต(nephritis) ม้าม(splenitis) และตับ(hepatitis) เมื่อทำการตรวจทางจุลพยาธิวิทยา จะพบอินคลูชั่นบอดี้ ในนิวเคลียสของเซลล์เหงือกและอวัยวะภายในอื่นๆ


      


ลักษณะของเชื้อที่พบเมื่อทำการดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนพบว่า virion มี inner capsid และมีรูปร่าง icosadeltahedron แบบสมมาตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 100-110 นาโนเมตร ในจีโนมของเคเอชวีประกอบด้วยส่วนของ thymidine kinase gene ขนาดประมาณ16 - 45 bp

 

การตรวจวินิจฉัย

ในปัจจุบันมีวิธีการตรวจเชื้อเคเอชวี ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลมีอยู่หลายวิธี ได้แก่ การเพาะแยกเชื้อไวรัส (viral isolation) เพื่อนำเชื้อไวรัสมาจำแนกชนิดด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน การใช้เทคนิค DNA hybridization, Polymerase Chain Reaction(PCR), Loop-mediated isothermal amplification (LAMP) และการ Cloning Thymidine kinase gene (TK gene) ในไวรัสเคเอชวีมาทำปฏิกิริยาโพลิเมอเรส ในการตรวจหาสารพันธุกรรม(DNA) ของไวรัสเคเอชวี


ผลเชิงปฏิบัติในประเทศไทย

สถานการณ์ของโรคเคเอชวีในประเทศไทยนั้น ในปัจจุบันก็ยังมีการตรวจพบปลาที่มีเชื้อไวรัสอยู่เกือบทั่วทุกภาคของประเทศ โดยในช่วงหน้าหนาวจะมีอัตราการตายของปลาที่ค่อนข้างสูง ปลามีอาการแสดงที่รุนแรง ไม่ค่อยตอบสนองต่อการรักษาและจะตายภายในเวลาอันรวดเร็ว มักพบว่าปลาที่ไม่เคยได้รับเชื้อจะมีการแสดงอาการของโรคก่อนและมักจะตาย เนื่องจากเคเอชวีเป็นเชื้อไวรัสจึงไม่มีวิธีการรักษาโรคนี้ได้โดยตรง มีเพียงการรักษาภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อปรสิต ดังนั้นการดูแลสภาพแวดล้อมให้ปลามีสุขภาพที่ดี ไม่เครียด รวมทั้งการเสริมวิตามินบำรุงร่างกายให้ปลา จะช่วยให้ปลาแข็งแรงและลดอัตราการตายลงได้ นอกจากนี้ในช่วงที่อากาศเย็นก็ควรที่จะมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะเชื้อจะเจริญได้ดีในช่วงนี้และจะส่งผลให้ปลาแสดงอาการที่รุนแรงและตายได้ ทั้งนี้ปลาที่หายจากช่วงวิกฤตของโรคไปได้ ก็มักจะเป็นตัวพาหะที่จะสามารถแพร่กระจายเชื้อให้กับปลาที่ไม่เคยเป็นโรคได้โดยที่ตัวเองไม่แสดงอาการและอาจตรวจไม่พบเชื้อไวรัสด้วยวิธี PCR ดังนั้นจึงควรมีความระมัดระวัง ในการที่จะซื้อปลาหรือนำเข้าปลาใหม่ โดยควรที่จะแยกเลี้ยงไว้ก่อนที่จะนำมารวมกับปลาเก่า และในกรณีที่ตรวจพบว่าปลาเป็นโรคก็ไม่ควรทำการเคลื่อนย้ายปลาที่เป็นโรคไปยังที่อื่น รวมทั้งควรทำการแยกอุปกรณ์การเลี้ยงไม่ให้ปะปนกัน และทำการฆ่าเชื้อหลังการใช้งานทุกครั้ง ทั้งนี้ในกรณีที่ต้องการควบคุมโรค เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดโดยเฉพาะในฟาร์มที่มีปลาจำนวนมาก อาจจำเป็นที่จะต้องพิจารณาทำลายปลาทั้งบ่อเพื่อที่จะเริ่มทำการเลี้ยงใหม่ 


An Official ZWVST Blog Discussion Topic

1 comment:

Karn Lekagul said...

อันนี้เป็นบทความปูพื้นฐานสำหรับสัตวแพทย์และประชาชนทั่วไป ปลายสัปดาห์คุณหมอฐนิดา จะลงลึกในหัวข้อ Koi Herpes Virus Diagnosis สำหรับหมอสัตว์ป่าทุกท่านอีกทีครับ โปรดคอยติดตาม