Monday, February 11, 2008

ระเบิดปลาวาฬให้แหลกเป็นจุล

โดย น.สพ. กานต์ เลขะกุล


ระเบิดปลาวาฬ “จะบ้าหรือ” ผมคิดในใจ “หรือว่าจะเป็นวิธีการล่าวาฬแบบใหม่ แต่ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะจะเหลืออะไรให้แล่ขายเล่า เออมีวีดิโอด้วยแหะ สงสัยจะเรื่องจริง แต่วาฬนั้นตายแล้วนิ คงจะแค่ผ่าซากวาฬเน่าแล้วท้องที่หมักอืดได้ที่ก็ระเบิดใส่หมอให้ขำๆ เล่น”


จะเป็นเช่นไรกันแน่ ขอเชิญชมวีดิโอต่อไปนี้



เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ปีคศ. 1970 ที่เมืองฟลอเรนซ์ รัฐออเรกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีวาฬหัวทุย (Sperm Whale, Physeter macrocephalus) ตายแล้วมาเกยตื้นชายฝั่ง วาฬนั้นยาว 45 ฟุต น้ำหนัก 8,000 กิโลกรัม


การทางหลวง รัฐออเรกอน ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ดูแลชายหาดจึงเข้ามาจัดการ โดยได้พิจารณาวิธีการแล้วให้เหตุผลไว้ว่า จะไม่ฝังเพราะเดี๋ยวศพอืดลอยโผล่ขึ้นมาอีก จะแล่เป็นชิ้นแล้วค่อยฝัง ก็ไม่มีใครยอมทำงานอันสุดเหม็นนี้ จะเผาก็ไม่ได้ สุดท้ายจึงใช้วิธีการที่ตัวเองถนัดที่สุด อันเป็นวิธีเดียวกันกับการเคลียร์ทางที่ถูกหินถล่มใส่ นั่นคือ ใช้ระเบิด โดยเลือกใช้ไดนาไมท์ 20 ลัง น้ำหนัก 500 กิโลกรัม ด้วยความคาดหวังว่าแรงระเบิดจะทำให้วาฬนั้นแหลกเป็นจุล เหลือเพียงชิ้นเล็กชิ้นน้อยให้นกนางนวล ปู และสัตว์กินซากแทะกิน


จากการสัมภาษณ์คุณจอร์จ ทอร์ตัน เจ้าหน้าที่การทางหลวงให้ความมั่นใจว่า “ผมแน่ใจว่าทำสำเร็จแน่ แต่ที่ไม่แน่ใจก็คือ ไม่รู้ว่าจะต้องใช้ระเบิดเยอะแค่ใหนเพื่อทำลายวาฬให้แหลก” เจ้าหน้าที่เริ่มปฏิบัติการโดยเหน็บระเบิดส่วนใหญ่ไว้ใต้ตัววาฬด้านชายฝั่ง โดยคาดการณ์ว่าแรงระเบิดจะพัดนำชิ้นส่วนวาฬส่วนใหญ่ลงทะเล


บริเวณโดยรอบนั้นก็มีชาวบ้านประมาณ 75 คนมามุงดู ทางเจ้าหน้าที่จึงสั่งให้ย้ายถอยห่างออกไป 400 เมตรเพื่อความปลอดภัย และแล้วก็ถึงวินาทีสำคัญ ระเบิดปะทุขึ้นสนั่นหวั่นไหว ส่งทรายและซากวาฬลอยขึ้นฟ้าไปทุกทิศทาง ดูไกลๆ แล้วสวยงามดุจดั่งพลุดอกไม้ไฟ


แต่แล้วความตื่นเต้นและขบขันที่ได้เห็นวาฬระเบิดเป็นเสี่ยงๆ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าก็อันตรธานหายในบัดดล กลายเป็นความโกลาหลวิ่งหนีเอาชีวิตรอดในทันที เพราะเนื้อวาฬเป็นท่อนๆ และไขมันวาฬนั้นตกลงมาจากฟากฟ้าดั่งห่าฝนไปทุกแห่งหน ภายหลังเหตุการณ์สงบแล้วเมื่อตรวจสอบความเสียหาย ก็พบว่ารถซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณครึ่งกิโลเมตรนั้นถูกเนื้อวาฬชิ้นใหญ่หล่นใส่หลังคายุบทั้งคัน ร่างกายของทุกคนในรัศมีครึ่งกิโลนั้นก็ปกคลุมไปด้วยไขวาฬและสะเก็ดเลือด แต่โชคดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ส่วนนกนางนวลที่วาดฝันไว้ว่าจะมากินวาฬนั้นก็ตกใจแรงระเบิด บินหนีหายไปหมดแล้ว


ตกเย็น การทางหลวงจึงนำรถตักดินมาฝังซากที่เหลือ ซึ่งมองจากวีดิโอแล้ว ยังเหลือวาฬอีกครึ่งค่อนตัว ไม่สะทกสะเทือนกับแรงระเบิดเอาซะเลย


ดูจนจบแล้วก็ยังไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองอยู่ดี คิดอยู่ในใจว่าเรื่องบ้าๆ อุตริเช่นนี้คงจะเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียวในโลก และไม่มีใครโง่ทำเช่นนี้อีกเลย จึงได้อีเมล์ถามความคิดเห็นจาก ดร.สพ.ญ.นันทริกา ชันซื่อ หน่วยอายุรศาสตร์สัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งคำตอบที่ได้รับนั้นผิดคาด


“This is a common practice in case of stranded whale rotten on the beach all over the world. My experience was a few years ago I was told and showed the one in South Africa (Cape town).. They were talking about how much explosive to use...which has always been a real problem ...And ended up that all the little houses around there were smashed with smelly rotten whale flesh all over the place. They said it is like putting explosive in to a giant banana...only the inside came out but the skin still there...”


ถอดความได้ว่า การใช้ระเบิดนั้นเป็นวิธีที่ใช้บ่อยในการกำจัดวาฬเน่าเกยตื้น แต่มักมีปัญหาการคำนวณปริมาณวัตถุระเบิดที่ต้องใช้ โดยอาจารย์ได้ดูวีดิโอของเหตุการณ์ที่แอฟริกาใต้ ซึ่งบ้านโดยรอบนั้นพังทลายจากซากวาฬหล่นทับ ว่ากันว่าเสมือนกับใส่ระเบิดในกล้วยยักษ์ เนื้อกล้วยจะกระเด็นออกมา แต่ผิวกล้วยยังคงอยู่


เพื่อให้กระจ่างถึงที่สุด ผมจึงได้สอบถามผู้รู้อีกท่านหนึ่ง คือ น.สพ. สนธยา มานะพัฒนา สัตวแพทย์ประจำสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน ท่านตอบว่า “เวลามีซากวาฬใหญ่ๆเกยตื้น บ้านเราจะใช้วิธีฝังกลบ เอารถแมคโครมาขุดเลย อาจฝากไว้ในสวนยางของชาวบ้าน ถ้าไม่มีที่จริงๆก็ขุดฝังบนหาดนั่นแหละ เราฝังเพื่อจะกลับมาเอากระดูกในอีก 3-4 ปีให้หลัง (บางครั้ง 5 ปีเนื้อยังเน่าไม่หมดเลย) ไม่รู้ทำไมต่างประเทศเค้าไม่ชอบฝังกันนะครับ”


สรุปว่า การระเบิดซากวาฬนั้นก็เป็นวิธีมาตรฐานอย่างหนึ่งที่ทำกันทั่วไปถึงทุกวันนี้ หากท่านยังไม่เชื่อ มีวีดิโอให้ดูอีกมากมายที่ www.theexplodingwhale.com


เอาละ หลังจากขำกลิ้ง หัวเราะท้องแข็งในปัญหาของคนอื่นแล้ว ลองมาสมมุติดูว่าถ้าเป็นปัญหาของเรา สัตวแพทย์ที่ตามไปถึงช้าจนวาฬถูกระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ แล้วจะทำเช่นไร


  1. วาฬสามารถเป็นพาหะนำโรคแก่สัตว์และคน ได้แก่อะไรบ้าง
  2. หากวาฬตัวนี้เป็นวัณโรค (Tuberculosis) โรคแท้งติดต่อ (Brucellosis) และฉี่หนู (Leptospirosis) ท่านจะมีวิธีดำเนินการเช่นไรกับ
    • ประชาชนที่มามุงดู
    • สัตว์ที่อยู่ในบริเวณนั้น เช่น แมวน้ำ ช้างน้ำ นกนางนวล นกกระจอก หมา แมวจรจัด หนู ฯลฯ
  3. จากโรคติดต่อที่ท่านศึกษามา เมื่อวาฬถูกระเบิดกระจายเป็นเสี่ยงๆ ไกลเป็นรัศมีถึง 2 กิโลเมตรเช่นนี้ ท่านจะดำเนินการเช่นไรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ปลอดโรค
  4. การที่แหล่งโรคถูกระเบิดเป็นจุลเช่นนี้ ท่านคิดว่ามีโอกาสนำโรคอะไรมากับสายลมได้บ้าง รัศมีไกลเท่าใด จะควบคุมอย่างไร
  5. หากท่านเป็นหัวหน้าทีม จากรายชื่อโรคในข้อ 1 ที่มีโอกาสเป็นไปได้
    • ท่านจะบริหารงานอย่างไร
    • ขอความร่วมมือกับหน่วยงานใดบ้าง
    • ตรวจโรคที่ใด ใช้เวลาเท่าใด งบประมาณเท่าใด ฯลฯ


Read more!

Sunday, February 10, 2008

Koi Herpes Virus

โดย สพ.ญ. ฐนิดา เหตระกูล


โรคเคเอชวี หรือ Koi Herpes Virus (KHV) เป็นโรคติดต่อจากเชื้อไวรัส ที่มีความรุนแรงในปลาตระกูลคาร์พ โดยเฉพาะปลาแฟนซีคาร์พ (Cyprinus carpio koi) และ ปลาไน(Cyprinus carpio L.) พบอุบัติการณ์ของโรคเกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1998 ที่ประเทศอิสราเอล จากนั้นเกิดการแพร่ระบาดไปยังประเทศต่างๆในทวีปยุโรป  ประเทศอินโดนิเซีย ไต้หวัน ญี่ปุ่น รวมทั้งในประเทศไทย และเนื่องจากการเคลื่อนย้ายปลาเข้า-ออกประเทศโดยส่วนใหญ่ มิได้มีมาตรการในการตรวจโรคที่เข้มงวด ทำให้การระบาดเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีความรุนแรง ก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างมหาศาลทั้งต่อการเพาะเลี้ยงปลาไน ซึ่งเป็นปลาที่ใช้ในการบริโภค และการเพาะเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พซึ่งเป็นปลาสวยงามที่มีผู้นิยมเลี้ยงแพร่หลายไปทั่วโลกและมีมูลค่าในการซื้อขายที่ค่อนข้างสูง 

 
ระบาดวิทยา

โรคเคเอชวีในประเทศไทยเริ่มมีการตรวจพบครั้งแรกในปี พ.ศ.2546 จากการนำเข้าปลาแฟนซีคาร์พจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งพบว่ามีอัตราการตายของปลาคาร์พทั้งในฟาร์มและในบ่อเลี้ยงที่สูงมาก โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก จากการแพร่กระจายของโรคอย่างรวดเร็วและสามารถติดต่อกันได้ง่าย โดยปลาจะได้รับเชื้อติดต่อกันทางการสัมผัส การผ่านทางน้ำหรือตะกอนในบ่อเลี้ยงที่มีการปนเปื้อนของเชื้อไวรัส จากอุปกรณ์การเลี้ยงต่างๆที่ใช้ร่วมกัน และจากตัวผู้เลี้ยงเอง จากรายงานการทดลองในประเทศอิสราเอลพบว่าเชื้อสามารถมีชีวิตอยู่ในน้ำได้นานอย่างน้อย 4 ชั่วโมง โดยปลาที่ติดเชื้อมีอัตราการตายสูงถึง 80-100% ในระยะเวลาภายใน 1-2 สัปดาห์  และพบว่าอุณหภูมิเป็นปัจจัยของสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ (temperature dependent) ในการเอื้ออำนวยต่อการติดเชื้อ ความรุนแรง และการระบาดของโรค โดยจะพบการระบาดของโรคที่รุนแรงในช่วงอุณหภูมิ 18-26 องศาเซลเซียส แต่เมื่อทำการเปลี่ยนอุณหภูมิน้ำให้อยู่ในช่วงที่ต่ำหรือสูงกว่าอุณหภูมิที่เกิดโรครุนแรง ปลาจะมีการแสดงอาการลดลงหรือไม่แสดงอาการป่วย  


อาการป่วย 

ได้แก่ ซึม เบื่ออาหาร มีการว่ายน้ำที่ผิดปกติ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ฮุบอากาศ และอาจแสดงรอยโรคที่บริเวณผิวหนังและเกล็ด มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน และส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิตหลังจากมีการติดเชื้อ 7-10 วัน โดยจะพบรอยโรครุนแรงที่เหงือก มีการบวมพบการเกิดเนื้อตายและการถูกทำลายของเซลล์ซี่เหงือก เนื่องจากเชื้อไวรัสจะเข้าทำลายเซลล์ที่เหงือกโดยตรง เกิดการขยายใหญ่และการอักเสบของไต(nephritis) ม้าม(splenitis) และตับ(hepatitis) เมื่อทำการตรวจทางจุลพยาธิวิทยา จะพบอินคลูชั่นบอดี้ ในนิวเคลียสของเซลล์เหงือกและอวัยวะภายในอื่นๆ


      


ลักษณะของเชื้อที่พบเมื่อทำการดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนพบว่า virion มี inner capsid และมีรูปร่าง icosadeltahedron แบบสมมาตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 100-110 นาโนเมตร ในจีโนมของเคเอชวีประกอบด้วยส่วนของ thymidine kinase gene ขนาดประมาณ16 - 45 bp

 

การตรวจวินิจฉัย

ในปัจจุบันมีวิธีการตรวจเชื้อเคเอชวี ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลมีอยู่หลายวิธี ได้แก่ การเพาะแยกเชื้อไวรัส (viral isolation) เพื่อนำเชื้อไวรัสมาจำแนกชนิดด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน การใช้เทคนิค DNA hybridization, Polymerase Chain Reaction(PCR), Loop-mediated isothermal amplification (LAMP) และการ Cloning Thymidine kinase gene (TK gene) ในไวรัสเคเอชวีมาทำปฏิกิริยาโพลิเมอเรส ในการตรวจหาสารพันธุกรรม(DNA) ของไวรัสเคเอชวี


ผลเชิงปฏิบัติในประเทศไทย

สถานการณ์ของโรคเคเอชวีในประเทศไทยนั้น ในปัจจุบันก็ยังมีการตรวจพบปลาที่มีเชื้อไวรัสอยู่เกือบทั่วทุกภาคของประเทศ โดยในช่วงหน้าหนาวจะมีอัตราการตายของปลาที่ค่อนข้างสูง ปลามีอาการแสดงที่รุนแรง ไม่ค่อยตอบสนองต่อการรักษาและจะตายภายในเวลาอันรวดเร็ว มักพบว่าปลาที่ไม่เคยได้รับเชื้อจะมีการแสดงอาการของโรคก่อนและมักจะตาย เนื่องจากเคเอชวีเป็นเชื้อไวรัสจึงไม่มีวิธีการรักษาโรคนี้ได้โดยตรง มีเพียงการรักษาภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อปรสิต ดังนั้นการดูแลสภาพแวดล้อมให้ปลามีสุขภาพที่ดี ไม่เครียด รวมทั้งการเสริมวิตามินบำรุงร่างกายให้ปลา จะช่วยให้ปลาแข็งแรงและลดอัตราการตายลงได้ นอกจากนี้ในช่วงที่อากาศเย็นก็ควรที่จะมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะเชื้อจะเจริญได้ดีในช่วงนี้และจะส่งผลให้ปลาแสดงอาการที่รุนแรงและตายได้ ทั้งนี้ปลาที่หายจากช่วงวิกฤตของโรคไปได้ ก็มักจะเป็นตัวพาหะที่จะสามารถแพร่กระจายเชื้อให้กับปลาที่ไม่เคยเป็นโรคได้โดยที่ตัวเองไม่แสดงอาการและอาจตรวจไม่พบเชื้อไวรัสด้วยวิธี PCR ดังนั้นจึงควรมีความระมัดระวัง ในการที่จะซื้อปลาหรือนำเข้าปลาใหม่ โดยควรที่จะแยกเลี้ยงไว้ก่อนที่จะนำมารวมกับปลาเก่า และในกรณีที่ตรวจพบว่าปลาเป็นโรคก็ไม่ควรทำการเคลื่อนย้ายปลาที่เป็นโรคไปยังที่อื่น รวมทั้งควรทำการแยกอุปกรณ์การเลี้ยงไม่ให้ปะปนกัน และทำการฆ่าเชื้อหลังการใช้งานทุกครั้ง ทั้งนี้ในกรณีที่ต้องการควบคุมโรค เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดโดยเฉพาะในฟาร์มที่มีปลาจำนวนมาก อาจจำเป็นที่จะต้องพิจารณาทำลายปลาทั้งบ่อเพื่อที่จะเริ่มทำการเลี้ยงใหม่ 


An Official ZWVST Blog Discussion Topic

Read more!